การประกันภัยความซื่อสัตย์

การประกันภัยความซื่อสัตย์
( Fidelity  Guarantee Insurance )

ให้ ความคุ้มครองนายจ้างต่อการสูญเสียทรัพย์สิน  หรือได้รับความเสียหายจากการกระทำทุจริต  หรือความไม่ซื่อสัตย์ของลูกจ้าง  เช่นยักยอก  ฉ้อฉล  ฉ้อโกง  ปลอมแปลงลายมือชื่อ  หรือปลอมแปลงเอกสาร  โดยมีเจตนาทุจริต  ทั้งนี้ไม่ว่าจะกระทำโดยลำพัง  หรือสมรู้ร่วมคิดกับบุคคลอื่นก็ตาม
                จึงมีข้อแตกต่างกับการประกันภัยสำหรับเงินและการประกันภัยโจรกรรม  ที่มุ่งให้ความคุ้มครองความสูญเสียอันเนื่องมาจากการกระทำทุจริตของบุคคลภาย นอกโดยทั่วไป  โดยไม่เจาะจงบุคคลใดหรือกลุ่มใด  แต่การประกันภัยความซื่อสัตย์จะมุ่งให้ความคุ้มครองความสูญเสียอันเนื่องมา จากการกระทำทุจริตของพนักงาน  หรือลูกจ้าง  ซึ่งเป็นบุคคลภายในของกิจการเอง

การประกันภัยความซื่อสัตย์

            สามารถแบ่งรับประกันภัยได้หลายรูปแบบ  โดยอาจแบ่งออกเป็นประเภทใหญ่ ๆ ได้ 2 ประเภท คือ
1.  ความคุ้มครองลุกจ้างเพียงบางคน  ( Collective Policies )
กรณีผู้เอาประกันภัยหรือนายจ้างจะมีการคัดเลือกลูกจ้างที่สมควรให้ความคุ้ม ครองออกมา  โดยในการทำสัญญาประกันภัยของลูกจ้างแต่ละคนไว้ด้วย  ซึ่งจำนวนเงินเอาประกันภัยของแต่ละคนอาจไม่เท่ากัน  ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะงานของลูกจ้างแต่ละคน  เพราะแต่ละหน้าที่จะมีความเสี่ยงภัยต่อการทุจริตไม่เท่ากัน  และยังสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด คือ
1.1  ระบุชื่อลูกจ้างที่ได้รับความคุ้มครอง ( Name Bond )  การ ประกันภัยความซื่อสัตย์ประเภทนี้ จะระบุชื่อลูกจ้างไว้  และกรมธรรม์จะให้ความคุ้มครองความเสียที่เกิดขึ้นจากการกระทำของลูกจ้างที่ ระบุชื่อไว้  ไม่ว่าลูกจ้างดังกล่าวจะปฏิบัติงานในตำแหน่งหน้าที่ใด ๆ ก็ตาม    ก็จะได้รับความคุ้มครองตามกรมธรรม์

  • ระบุชื่อลูกจ้างเพียงคนเดียว ( Individual Bond )  กรมธรรม์ ชนิดนี้หนึ่งฉบับจะออกให้ลูกจ้างเพียงคนเดียว ถ้ามีลูกจ้างหลายคนที่ต้องการให้ความคุ้มครองก็จะแยกกรมธรรม์ให้สำหรับ ลูกจ้างแต่ละคน  เช่น ถ้าต้องการคุ้มครองลูกจ้าง 4 คน  ก็จะแยกกรณีเป็น 4 กรมธรรม์  เป็นต้น
  • ระบุชื่อลูกจ้างเป็นกลุ่ม  ( Name Schedule  Bond )  กรมธรรม์ ชนิดนี้จะใช้ในกรณีที่นายจ้างมีลูกจ้างมากมายที่ต้องการให้ความคุ้มครอง  จึงไม่สะดวกในการที่จะแยกออกกรมธรรม์โดยระบุชื่อเพียงคนเดียว ให้ลูกจ้างแต่ละรายแบบชนิดแรก ดังนั้น  กรณีนี้จึงเหมาะที่ใช้กับกรมธรรม์แบบชนิดที่สองนี้  โดยจะใช้วิธีระบุชื่อลูกจ้างทั้งหมดที่นายจ้างต้องการให้ความคุ้มครองไว้ใน กรมธรรม์เดียวกัน  และกำหนดจำนวนเงินความรับผิดชอบของลูกจ้างแต่ละคนที่ต้องการให้บริษัทประกัน ภัยคุ้มครอง
  • ระบุตำแหน่งที่ได้รับความคุ้มครอง  กรมธรรม์ ประเภทนี้จะระบุตำแหน่งของลูกจ่างที่จะให้ความคุ้มครองโดยไม่คำนึงถึงว่า ลูกจ้างผู้ใดจะอยู่ในตำแหน่งนั้น  กรมธรรม์ประเภทนี้จึงเหมะสมสำหรับกิจการที่มีการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งหรือตัว ลูกจ้างอยู่เสมอ  แต่ถ้าตำแหน่งนั้นมีลูกจ้างเกินกว่า 1 คน  บริษัทประกันภัยมักจะกำหนดให้ ผู้เอาประกันภัยหรือนายจ้างระบุจำนวนลูกจ้างในตำแหน่งนั้นด้วย  และในกรณีเช่นนี้  ถ้าผู้เอาประกันภัยแจ้งจำนวนลูกจ้างในตำแหน่งนั้นน้อยกว่าความเป็นจริง  หรือมีลูกจ้างเพิ่มในตำแหน่งนั้น แต่ผู้เอาประกันภัยไม่ได้แจ้งจำนวนลูกจ้างให้บริษัทประกันภัยทราบ  กรณีดังกล่าวนี้จำนวนความรับผิดชอบของบริษัทในการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจะลด ลง  กล่าวคือ  จะไม่ชดใช้ให้เต็มจำนวน  ตัวอย่างเช่น  กรณีที่ผู้เอาประกันภัยแจ้งว่ามีลูกจ้างในตำแหน่งนั้นเพียง 10 คน  แต่ที่จริงแล้วมีจำนวน 15 คน  กรณีนี้หากเกิดความสูญเสียหรือเสียหาย  บริษัทจะชดใช้ให้เพียง 10/15  หรือ 2/3  ของความรับผิดสำหรับลูกจ้างแต่ละคนเท่านั้น

2.  ประเภทความคุ้มครองลูกจ้างทุกคน
กรมธรรม์ประเภทนี้จะให้ความคุ้มครองลูกจ้างทุกคน  โดยไม่ระบุชื่อหรือตำแหน่ง  การประกันภัยประเภทนี้มีข้อดี  สำหรับผู้เอาประกันภัยหลายประการ  เช่น  ให้ความคุ้มครองที่กว้าง  ยืดหยุ่นได้ง่าย  และอัตราค่าเบี้ยประกันภัยก็ประหยัดกว่าประเภทอื่น  การประกันภัยประเภทนี้จึงได้รับความนิยมสูง   ส่วนในกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับลูกจ้าง  ก็อาจใช้วิธีสลักหลังกรมธรรม์ได้  โดยไม่ต้องออกกรมธรรม์ฉบับใหม่  สำหรับกรมธรรม์ประเภทนี้  สามารถกำหนดจำนวนเงินเอาประกันภัยได้เป็น 2  ลักษณะ  คือ

  • กำหนดจำนวนเงินเอาประกันภัยของลุกจ้างแต่ละคน
  • กำหนดจำนวนเงินเอาประกันภัยเป็นยอดรวมเพียงยอดเดียว

ความคุ้มครอง

            ข้อตกลงคุ้มครองของการประกันภัยความ ซื่อสัตย์โดยทั่วไป  จะมีสาระสำคัญดังนี้  บริษัทจะคุ้มครองความสูญเสียของเงินหรือทรัพย์สินใด ๆ ของนายจ้างอันเกิดจากการฉ้อโกง  หรือยักยอก หรือทุจริตของลูกจ้างในการปฏิบัติงานตามหน้าที่

เงื่อนไขความคุ้มครอง

  • การฉ้อโกง  หรือการยักยอก  หรือทุจริต  จะต้องเกิดจากลูกจ้างที่ได้ระบุคุ้มครองไว้ในกรมธรรม์
  • ความทุจริตดังกล่าวจะต้องเกิดขึ้นในระหว่างระยะเวลาที่ประกัน ภัยและนายจ้างได้ทรายความสูญเสียไม่ช้ากว่า 3 เดือน นับตั้งแต่กรมธรรม์หมดอายุ  หรือไม่ช้ากว่า 3 เดือน นับตั้งแต่วันที่ลูกจ้างออกจากงาน  หรือวันที่ไล่ลูกจ้างออก  หรือวันที่ลูกจ้างตาย   แล้วแต่วันใดจะถึงก่อน

ระยะเวลาที่ค้นพบความสูญเสียดังกล่าว  ในบางกรณีอาจจะกำหนดให้ช้ากว่า 3 เดือน ก็ได้  เช่น  6 เดือน หรือ  12 เดือน  เป็นต้น  ทั้งนี้ขึ้นกับข้อตกลงกันระหว่างนายจ้างและบริษัทประกันภัย  แต่โดยทั่วไปจะกำหนดไว้  3 เดือน

  • บริษัทจะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่นายจ้างตามจำนวนเงินที่สูญ เสียจริง  ทั้งนี้ไม่เกินจำนวนเงินเอาประกันภัยของลูกจ้างรายนั้นๆ ตามที่ได้ระบุไว้ในหน้าตารามกรมธรรม์

เงื่อนไขทั่วไปของการประกันภัยความซื่อสัตย์

            เงื่อนไขของกรมธรรม์ประกันภัยความ ซื่อสัตย์ของบริษัทประกันภัยแต่ละบริษัท  อาจจะมีข้อความที่แตกต่างกันบ้าง  ทั้งนี้เพราะยังไม่มีการกำหนดเป็นมาตรฐาน  แต่อย่างไรก็ตามรายละเอียดส่วนใหญ่จะคล้ายคลึงกัน  โดยมีสาระสำคัญดังนี้
1.   การเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน  เมื่อนายจ้างทราบถึงการฉ้อโกง หรือยักยอก หรือทุจริตของลูกจ้าง  นายจ้างจะต้องปฏิบัติดังต่อไปนี้

  • แจ้งคามสูญเสีย หรือความเสียหายดังกล่าวให้บริษัททราบเป็นลายลักษณ์อักษรทันที
  • ยื่นคำขอบริษัทให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ภายในระยะเวลา  3 เดือน  นับแต่วันที่ทรายความสูญเสีย

2.   บริษัทมีสิทธิที่จะให้นายจ้างแสดงรายการ และพยานหลักฐานสนับสนุนว่าค่าสินไหมทดแทนที่เรียกร้องนั้นเป็นอันถูกต้อง  รวมทั้งความถูกต้องของรายการที่แจ้งไว้ในใบคำขอเอาประกันภัย  หรือได้แถลงเพิ่มเติมเมื่อมีการต่ออายุการประกันภัย  ตามที่บริษัทจะเห็นสมควรให้แสดง  โดยค่าใช้จ่ายของนายจ้างเอง และให้นายจ้างรับรองความถูกต้องของรายการนี้ทั้งหมดเป็นลายลักษณ์อักษร
3.    ค่าเสียหายที่เกิดจากลุกจ้างคนเดียวกัน จะเรียกร้องให้ชดใช้ตามสัญญานี้เกินหนึ่งครั้งไม่ได้ ( บางบริษัทอาจไม่มีข้อกำหนดเช่นนี้  โดยให้สามารถเรียกร้องเกินหนึ่งครั้งได้ )  และจะเรียกร้องให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนได้เฉพาะความเสียหายที่เกี่ยวกับการ ฉ้อโกง  หรือยักยอก  หรือทุจริตของลูกจ้างในหน้าที่ที่เกิดขึ้นในระหว่างระยะเวลาประกันภัย  และนายจ้างต้องค้นพบความสูญเสียอย่างช้าไม่เกินระยะเวลา  3 เดือน  หลังจากกรมธรรม์หมดอายุ  ( บางบริษัทอาจกำหนระยะเวลาเป็น 6 เดือน  หรือ  12 เดือน )

  • ความรับผิดชอบของบริษัทจะไม่เกิดจำนวนเงินเอาประกันภัยตามที่ระบุไว้ในตารางกรมธรรม์
  • นายจ้างจะประกอบธุรกิจตามข้อตกลงที่แถลง  ซึ่งถือเป็นสาระสำคัญตามที่กล่าวไว้ข้างต้นทุกประการ  และลูกจ้างต้องทำหน้าที่ตามข้อแถลงนั้นทุกประกานเช่นเดียวกัน  โดยนายจ้างจะต้องไม่ลดสินจ้างที่ให้แก่ลูกจ้าง  ถ้ามีพฤติการณ์เกิดขึ้นหรือมีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ไม่ว่าทั้งหมดหรือแต่บางส่วน  โดยนายจ้างมิได้แจ้งให้บริษัททราบและมิได้รับความยินยอมจากบริษัทเป็นลาย ลักษณ์อักษร  หรือมีการปกปิดข้อความจริง  หรือแถลงข้อความอันเป็นเท็จอันกระทบถึงการรับเสี่ยงภัยของบริษัท  สัญญานี้เป็นโมฆียะ  บริษัทจะคืนเบี้ยประกันภัยให้นายจ้างหรือผู้ที่ควรรับ

**  ถ้าภายหลังที่นายจ้างได้ทราบถึงการฉ้อโกง  หรือยักยอก  หรือทุจริตของลูกจ้างแล้ว  และนายจ้างยังคงมอบหมายให้ลูกจ้างนั้นเก็บรักษาเงินหรือปฏิบัติหน้าที่ต่อ ไป  กรมธรรม์ประกันภัยนี้จะไม่มีผลบังคับนับแต่วันที่นายจ้างกระทำเช่นนั้น  ดังนี้บริษัทจะคืนเบี้ยประกันภัยให้แก่นายจ้าง  โดยหักเบี้ยประกันภัยสำหรับระยะเวลาที่กรมธรรม์ประกันภัยมีผลบังคับมา แล้วออก

  • การดำเนินคดีอาญาของนายจ้าง  ต้องกระทำโดยรอบคอบทุกประการที่จะให้ศาลพิพากษาลงโทษลูกจ้างที่ทำการฉ้อโกง  หรือยักยอก  หรือทุจริตดังกล่าว  ซึ่งเป็นผลให้เกิดการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน ตามกรมธรรม์ประกันภัยนี้  ถ้าศาลพิพากษาลงโทษ  บริษัทจะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายดำเนินคดี  และในกรณีดังกล่าวนี้นายจ้างต้อให้ข้อเท็จจริงทั้งหมดแก่บริษัทรวมทั้งให้ ความช่วยเหลือในการที่บริษัทจะเข้ารัยช่วงสิทธิ์ของนายจ้างเพื่อสิทธิไล่ เบี้ยเอาค่าสินไหมทดแทน
  • ถ้าในขณะที่ทำสัญญาประกันภัยนี้ หรือระยะเวลาประกันภัย  มีการประกันภัยอื่นที่ให้ความคุ้มครองความเสียหายอันเดียวกัน  บริษัทจะรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนไม่เกินกว่าส่วนเฉลี่ยตามจำนวนเงินเอา ประกันภัยที่บริษัท ได้รับประกันภัยต่อจำนวนเงินเอาประกันภัยทั้งสิ้น
  • เมื่อมีข้อโต้แย้งขึ้นภายใต้กรมธรรม์ประกันภัยนี้ระหว่างบริษัท กับนายจ้าง หรือผู้ที่เรียกร้องให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์นี้  เกี่ยวกับจำนวนค่าเสียหายหรือเกี่ยวกับการปฏิบัติตามเงื่อนไขใด ๆ คู่กรณีอาจตกลงเสนอข้อโต้แย้งนั้นให้อนุญาโตตุลาการสองนายเป็นผู้ชี้ขาด
  • การบอกกล่าวคำบอกกล่าว  และการติดต่อระหว่างผู้เอาประกันภัย และบริษัทจะมีผลตามกรมธรรม์  ฉบับนี้ ต้องกระทำเป็นหนังสือจึงจะมีผลบังคับได้
  • การเลิกกรมธรรม์
    • บริษัทจะบอกเลิกกรมธรรม์ฉบับนี้ได้ด้วยการบอกล่าวล่วงหน้า เป็นหนังสือไม่น้อยกว่า  15  วัน  โดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนถึงผู้เอาประกันภัย ตามที่อยู่ครั้งสุดท้ายที่แจ้งให้บริษัททราบ  ในกรณีนี้บริษัทจะคืนเบี้ยประกันภัยให้แก่ผู้เอาประกันภัย  โดยหักเบี้ยประกันภัยสำหรับระยะเวลาที่กรมธรรม์ฉบับนี้ได้ใช้บังคับมา แล้วออกตามส่วน
    • ผู้เอาประกันภัยจะบอกเลิกกรมธรรม์ฉบบยับนี้ได้โดยแจ้งให้ บริษัททราบเป็นหนังสือ  และมีสิทธิได้รับเบี้ยประกันภัยคืน  หลังจากหักเบี้ยประกันภัยสำหรับระยะเวลาที่กรมธรรม์ฉบับนี้ได้ใช้บังคับมา แล้วออกตามอัตราเบี้ยประกันภัยระยะสั้น

แต่อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันนี้พบว่า  นายจ้างมีความต้องการทำประกันภัยความซื่อสัตย์ของลูกจ้างมากขึ้นกว่าในอดีต มาก  โดยเฉพาะในกิจการใหญ่ๆ ซึ่งต้องการป้องกันความหายนะที่อาจจะเกิดขึ้นได้จากการกระทำทุจริตของ ลูกจ้าง  หรือสมรู้ร่วมคิดกันระหว่างเหล่าลุกจ้างด้วยกัน